วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิเคราะห์หุ้นด้วยตัว indicator...ปฐมบทของการสอนหุ้น / เริ่มเล่นหุ้น

          “มาทำความรู้จักกับ indicator ทั้ง STOCH, RSI และ MACDกันเถอะ” .....สวัสดีครับสำหรับเพื่อนๆนักลงทุนหน้าใหม่ และนักลงทุนหน้าเก่าที่เริ่มต้นเล่นหุ้นจากครูพักลักจำ....ที่ผมแซวนี้ไม่ได้หมายถึงว่าการใช้วิธีครูพักลักจำมันไม่ดีนะครับ (เพราะผมก็ทำei ei)  แต่จะบอกว่าถ้าเราทำแล้วควรที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อมา support สิ่งที่เราลักจำมาด้วยว่า “เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น”  และ “สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นมาจากไหน”...มิเช่นนั้นแล้วท่านก็จะไม่ต่างอะไรกับนกแก้วนกขุนทองครับ


           มีหลายคนที่สามารถใช้ indicator ในการจับจังหวะเข้าซื้อทำกำไรได้  แต่เชื่อว่าลึกๆแล้วก็มีหลายคนเช่นกันที่ไม่รู้ว่า “แล้วทำไมพอมันตัดขึ้น  ถึงเป็นจังหวะเข้าซื้อ?” “แล้วเพราะอะไรเส้นrsi แผ่วลงแต่ยังบอกว่ามันดี?”  ถ้าอยากเข้าใจอย่างถ่องแท้ต้องรู้ที่มาของมันครับ



หลักการเบื้องต้นในการคำนวณ STOCHASTIC

เครื่องมือ  STOCHASTICS  ประกอบด้วย
     - เส้น %K เป็นเส้น  STOCHASTICS
     - เส้น  %D  เป็นเส้นค่าเฉลี่ยของเส้น  %K
STOCHASTICS  คือ  ใช้หลักการสังเกตุราคาปิดในช่วงเวลาหนึ่ง  โดยดูว่า"
          * ในกรณีที่เส้น Stochastic ขึ้นสูงไปเรื่อย... แสดงว่า ราคาปิดของหุ้นนั้นจะต้อง ปิดใกล้กับราคาสูงสุดติดต่อกันมาหลายวัน (Time period ปกติอยู่ประมาณ  5วัน)
          * ในทางตรงกันข้าม...ถ้าราคาปิดอยู่ใกล้กับราคาต่ำสุดของวัน  แนวโน้มเส้น Stoch ก็จะลดต่ำลงเรื่อยๆ
          
%K       =          ราคาปิด (วันนี้)                - ราคาต่ำสุด (ในช่วง 5 วัน)  
                                       ราคาสูงสุด(ในช่วง 5 วัน)  - ราคาต่ำสุด (ในช่วง 5 วัน)

ยกตัวอย่าง  สมมติให้ ในช่วง5วัน   มีราคาสูงสุด (ไม่ใช่ราคาเฉลี่ยสูงสุดนะครับ) อยู่ที่ 80บ. และต่ำสุด(ไม่ใช่ราคาเฉลี่ยต่ำสุดนะครับ) อยู่ที่ 20บ.  เมื่อเข้าสูตร
วันนี้ราคาปิดที่ 40             =       40  -  20      =             20/60      =       0.33  (จะเห็นว่าค่า Stoch ต่ำเพราะปิดใกล้จุดต่ำสุด)
                                                     8020
วันต่อมาปิดที่ 60              =        60  -  20     =              40/60      =     0.6    (จะเห็นว่าค่า Stoch สูงขึ้นเพราะปิดใกล้จุดสูงสุด)
                                                     80  -  20

*(  ส่วน %D(เส้นปะ)       =   ค่าเฉลี่ย (5 วัน) ของค่า  %K) 

หลักการอ่าน STOCHASTICS

สัญญาณซื้อเกิดขึ้นเมื่อเส้น  STOCHASTICS เข้าเขต  OVERSOLD ที่บริเวณระดับต่ำกว่า 20% และควรซื้อเมื่อเกิดสัญญาณ ซื้อจากการที่เส้น %K ตัดเส้น %D ขึ้น (บริเวณเส้นเหลือง)
สัญญาณขายเกิดขึ้นเมื่อเส้น STOCHASTICS เข้าเขต OVERBOUGHT ที่บริเวณระดับสูงกว่า 80% และควรขายเมื่อเกิดสัญญาณ ขายจากการที่เส้น %K ตัดเส้น %D ลง (บริเวณเส้นขาว)
(ปล. หุ้นบางตัวไม่สามารถใช้เส้น stoch เป็นตัวตัดสินใจซื้อ-ขายได้ เพราะบางตัวมีการสวิงถี่เกินไป)
“เป็นไงครับ...แอบเห็นส่วนต่างของราคารึยังครับ  ถ้าทำได้อย่างนี้ก็กำไรเห็นๆ”



หลักการเบื้องต้นในการหาค่า RSI

RSI = Relative Strength Index...เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 ใช้ในการดูการเปลี่ยนทิศทางของราคาหุ้นและสามาถใช้ดูค่าความแกร่งของหุ้น

วิธีคำนวนหา RSI
ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงในวันที่หุ้น ขึ้น” (Time Period ปกติอยู่ที่ 14วัน) 
                             ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงในวันที่หุ้น ลง(Time Period ปกติอยู่ที่ 14วัน)                     

- ถ้าเกิน 70ขึ้นไป แสดงว่าราคาหุ้นเข้าเขต over bought หรือ ซื้อกันมากเกินไป เมื่อซื้อกันมากเกินก็แสดงว่าราคาสูงไปแล้ว ราคาหุ้นก็จะเริ่มตกลง
          ในความเป็นจริง: ที่ RSI พุ่งขึ้นไปได้นั้นอาจมีนัยยะว่ามันเป็นหุ้นที่แกร่งมาก บางคนไปตั้งขายเมื่อ RSI>70 นั่นก็เหมือนกับคุณไปฝืนแนวโน้มใหญ่ ทำให้กลายเป็นขายหมูไปในที่สุด    
-ถ้าต่ำกว่า 30ลงมา แสดงว่าราคาหุ้นเข้าเขต over sold หรือ ขายกันมากเกินไป ซึ่งแสดงว่าราคาหุ้นถูกจนเกือบต่ำสุด ต่อจากนี้ราคาก็จะเริ่มขึ้น ให้เตรียมตัวซื้อ
          ในความเป็นจริง: RSI ใช้บอกความแกร่งของหุ้น แต่คุณกลับพยายามมาซื้อในช่วงที่มันอ่อนแรง ซึ่งจะทำให้คุณขาดทุนซะมากกว่า (วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นช่วงเวลาที่ตลาดแกว่งอยู่ในกรอบแคบๆ หรือ sideway นั่นเอง) การเข้าซื้อช่วงนี้นั้น บางทีคุณอาจทำกำไรได้หลายครั้งแต่ในความเป็นจริง หากภาพใหญ่มันเป็นหุ้นอ่อนแรงและเป็น downtrend” ถ้าคุณพลาดเพียงครั้งเดียว อาจขาดทุนยาวนาน
         
          "ในช่วงที่ RSI มีนัยยะสำคัญคือ ช่วง 33.33  กับ  66.6666.67"  นั่นเพราะว่า ช่วง 50-66.67นั้น ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงการขึ้นลงอยู่ที่ 1:1  แต่เมื่อค่า RSIอยู่สูงกว่า 66.67นั้น อัตราส่วนค่าเฉลี่ยจะเป็น 2:1 ซึ่งแปลว่า ค่าเฉลี่ยการขึ้นของราคาจะมีโอกาส ขึ้น > ลงถึง2เท่า(อัตราส่วน 2:1)  หรือหมายถึง แรงซื้อมากกว่าแรงขาย
          ในทางตรงกันข้าม ถ้า RSI เข้า ช่วง5033.33นั่นหมายถึง อัตราส่วนที่ราคาจะลงมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 2เท่า หรือหมายถึง แรงขายมากกว่าแรงซื้อ
               *** เมื่อใดก็ตามที่ RSI มาถึงระดับสำคัญ 2 จุดนี้ก็ยากที่จะกลับตัวไปในทิศทางตรงกันข้าม ส่วนมากก็จะเด้งกลับได้แบบแรงอ่อนๆไม่สามารถไปถึงฝั่งตรงกันข้ามได้ (ส่วนใหญ่จะไปเด้งที่ระดับ 33.33 -> 50 ->ท้ายสุดจะกลับมาที่ 33.33  หรือ  66.66 ตกลงมา 50 และเด้งกลับขึ้นต่อที่ 66.66)


          จากกราฟตัวอย่างจะเห็นว่า  จังหวะการเข้าซื้อ คือ “เส้นเหลืองแนวตั้ง” และ RSI ก็วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ตัดเส้น 66.67  จนกระทั้งเข้าเขต over bought ซึ่งถือว่าหุ้นขึ้นอย่างมีความแข็งแกร่ง ....หลังจากนั้น จะเห็นว่าเส้น RSI ก็ตกลงมาอยู่หลายรอบมาก แต่ส่วนใหญ่จะลงมาแค่ประมาณเส้น 50  ไม่เคยลงมาแตะเส้น 33.33 “เส้นเหลืองด้านล่าง” เลย
ปล. อย่ายึดติดว่าหุ้นทุกตัวจะต้องมีกราฟเป็นแบบนี้...ผมเพียงแต่ให้ข้อสังเกตุไว้ เพื่อที่จะรู้จัก indicator ในหลายๆมุมมองครับ




หลักการเบื้องต้นในการคำนวน MACD


MACD = Moving Average Convegence Divergence เส้นบอกจุดที่ควรซื้อขายหุ้น โดยให้ใช้ประกอบกับเส้น EMA  หรือสามารถดูจังหวะการเข้าซื้อ-ขายจากChartของMACDเอง
MACD  =  EMA12 – EMA26
          จุดเข้าซื้อแนะนำให้เข้าซื้อเมื่อ MACD ตัดเส้น 0 ขึ้น......เพราะนั่นแสดงว่า ราคาเฉลี่ย12วัน”(ema12) จะต้องมีค่ามากกว่าราคาเฉลี่ย26วัน”(ema26) มาติดต่อกันหลายวัน  ซึ่งนั่นแสดงว่าราคาช่วงล่าสุดต้องค่อยๆเพิ่มขึ้น ค่าของ MACD จึงเป็นบวกได้เรื่อยๆ  พอมากขึ้นๆ ก็pot จุดไล่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งตัดเส้นศูนย์นั่นเอง
              SIGNAL LINE  =   EMA9 ของ MACD                
          อธิบายง่ายๆ.... Signal Line(เส้นปะ) ก็คือ  เส้นค่าเฉลี่ย 9วันของเส้น MACD นั่นเอง....ดังนั้น เมื่อ MACD ตัดเส้นค่าเฉลี่ย9วันของตัวเองขึ้น แสดงว่า MACD ณ.เวลานี้มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อ 9วันก่อนแล้วนะนั่นเอง
          สังเกตุจากกราฟจะเห็นว่าจังหวะเข้าซื้อ คือ MACD ตัดศูนย์ขึ้นที่เส้นเหสือง ราคาก็ยังไปต่อเรื่อยๆ  ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงให้ใช้ macd เป็นสัญญาณในการขาย  เพราะมันช้า  ประโยชน์ของมัน คือ สามารถบอกแนวโน้มเราได้ว่า น่าจะขึ้นชัวร์...แต่จังหวะขายควรใช้สัญญาณอื่นๆแทน  เช่น  EMA15 ตัดลงเส้น EMA35  เป็นต้น


              
           เป็นยังไงกันบ้างครับ...อ่านกันเข้าใจมั้ยเอ่ย (^^) ถ้าไม่เข้าใจแนะนำให้ไป click ตารางสอนดูวันที่ว่างแล้วโทรมาลงเรียนเลยครับ เพราะเวลาผมสอนผมจะมี option เสริม คือ การใช้ภาษามือเข้าช่วย555+ (ล้อเล่นนะครับ) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนๆจะสามารถเข้าใจและนำ indicator ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง 
“หุ้นตัวเดียวกันแต่เห็นต่างกัน  คนมีพื้นฐานเห็นเป็นขาลง...คนไม่มีพื้นฐานกลับเห็นเป็นขาขึ้น”


วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อยากเล่นหุ้นจะเริ่มยังไง? เริ่มเล่นหุ้นใช้เงินเท่าไหร่? มือใหม่ไม่มีประสบการณ์ เลือกเล่นหุ้นตัวไหนดี ที่ไหนมีสอนหุ้น คำตอบอยู่ที่นี่ทั้งหมด

          อยากเล่นหุ้นแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง อย่างแรกเลยคุณต้องรู้ก่อนว่าคุณกำลังจะเริ่มลงทุน ซึ่งการลงทุนในที่นี้ มีโอกาสได้จริง เสียจริง ซึ่งโอกาศที่จะได้หรือเสียนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเตรียมความพร้อมในการเริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้นมาดีแค่ไหน เรามาเรียนรู้วิธีเล่นหุ้นตั้งแต่ต้นไปพร้อมๆกัน

1.webแรกเลย คือ webที่รวมรายชื่อโบรกเกอร์ไว้ทั้งหมด Click เข้าไปแล้วลองเลือกโบรกฯที่มีสาขาใกล้บ้าน อย่าเอาตามห้างนะครับ เพราะตลาดหุ้นเปิด 10 โมงซึ่งเป็นเวลาที่บางห้างยังไม่เปิด


2. เมื่อเลือกโบรกฯได้แล้ว ก็เข้าไปติดต่อกับเขาดู แนะนำให้เอา Book bank ไปด้วยเพราะเขาจะดูว่าสามารถให้วงเงินเราได้เท่าไหร่ แนะนำให้เปิด “บัญชีแบบ 3วันโอน 3วันจ่าย”ครับ...ลองคุยกับเขาดู
3.ไปทำความรู้จักกับคำศัพท์ / ชื่อย่อ ที่ควรรู้ก่อนการเล่นหุ้น  เชื่อมั้ยคับ มีหลายคนที่เริ่มต้นจากการซื้อหนังสือหุ้นมาอ่านแต่ก็อ่านไม่เข้าใจเพราะคำพวกนี้แหล่ะครับ


          เอาล่ะครับ..พอเปิดพอร์ตแล้ว มีวงเงินแล้ว รู้จักแนว VI แนว Technic แล้ว...ส่วนใหญ่ก็จะมีคำถามตามมาว่า “แล้วถ้าอยากเริ่มลงทุน ต้องซื้อหุ้นตัวไหน?” (ถามโบรกฯได้ครับแต่อย่าเชื่อทั้งหมด) เราสามารถเริ่มเลือกหุ้นด้วยตัวเองได้ครับ ถ้าไม่รู้ว่าหุ้นแต่ละบริษัทฯชื่อย่อว่าอะไร ก็เข้าที่
4. เลือกดูข้อมูลบริษัทจากชื่อ,อักษรย่อ


- ส่วนใหญ่แล้วดูที่อักษรนำหน้าครับ เช่น พฤกษา ก็ P, ศรีไทยซุเปอร์แวร์ ก็ S, บ้านปู ก็ B แล้วก็ไปไล่อ่านชื่อดูกัน
- สามารถดูงบย้อนหลัง 5 ปี โดยเลือกชื่อและเข้าไปclickที่ งบการเงิน/ผลประกอบการ ตรงจุดนี้เบื้องต้นก็ใช้หลักบัญชีง่ายๆ ครับ คือ “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน”....เพราะฉะนั้นเราก็แค่ดูว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากหนี้สิน หรือว่าทุน (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stockmanday.com/2012/01/vi.html)


- สามารถดู P/E , P/BV ( 2 ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี อ่านรายละเอียด Link web ข้อ3)
5. แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าหุ้นตัวไหนน่าเล่น ก็เข้าไปที่ http://www.settrade.com/C13_MarketSummary.jsp?detail=INDUSTRY

          จะมีการแบ่งเป็น กลุ่ม/หมวดอุตสาหกรรม แนะนำให้เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี”ปริมาณ(หุ้น)”กับ”เปลี่ยนแปลง”มากๆ ซึ่งหมายถึง เราเล่นตาม Trend ตลาดตอนนั้น
          พอClick เข้าไปในกลุ่ม ก็จะเจอแบ่งเป็นหมวด เช่น  ถ้าเข้าไปที่กลุ่ม AGRO ก็จะเจอ 2 หมวด คือ “ธุรกิจการเกษตร(AGRI)” กับหมวด”อาหารและเครื่องดื่ม(FOOD) เป็นต้น


          เลือกหมวดได้ก็ Click เลือกชื่อใดชื่อหนึ่ง เช่น FOOD ผมเลือก OISHI  พอเข้าไปที่ OISHI ได้เราก็ Click ที่”อันดับในอุตสาหกรรม”

          พอเข้ามาที่นี่เราก็จะสามารถเลือกดู การจัดอันดับ จาก มาก->น้อย หรือ น้อย->มากของข้อมูลหลายด้าน เช่น...
            - ปริมาณการซื้อขาย (อย่าลืมเน้นเลือก Volume เป็นสำคัญครับ)
            - มูลค่าการซื้อขาย
            - P/E, P/BV
            - เงินปันผล (dividend yield)
***** คราวนี้ก็เลือกเอาตามอัธยาศัยว่าเราสนใจหุ้นตัวไหน*****

6. เมื่อเราเลือกหุ้นได้แล้ว เราอยากรู้ว่าหุ้นตัวที่เราชอบเนี่ย ดีไม่ดียังไง.....สำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้ทำตามนี้ครับ
          อันดับแรกก็ไปดู “หนี้สินถ้าจะให้ดีไม่ควรมากกว่าส่วนทุน”......”ดูค่าP/E กับ ค่าP/BV” ที่ http://www.set.or.th/set/commonslookup.do?language=th&country=TH


          ต่อมาก็ดูว่าบริษัทฯมีปันผลมั้ย ถ้าจะให้ดีควรปันผลไม่ขาดตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา  บางคนยังใช้ดูว่าส่วนใหญ่จะประกาศปันผลช่วงไหน เพื่อใช้เข้าซื้อไว้เก็งกำไร.......เข้าไปดูได้ที่ http://www.settrade.com/C04_07_stock_rightsandbenefit_p1.jsp?txtSymbol=JTS&selectPage=7


          เมื่อผ่านเกณฑ์ 2 ข้อแล้วยังน่าสนใจ  ต่อมาเราก็จะอยากรู้ว่าถ้าเราเข้าซื้อช่วงนี้เหมาะหรือไม่ คราวนี้ก็ต้องอาศัยการดูกราฟครับ เข้าไปดูกราฟแต่ละตัวได้ที่ http://www.doohoon.com/yahoochart.htm

    

          มาถึงจุดนี้ เพื่อนๆก็ถือว่าได้พอที่จะมีวิทยายุทธไว้ท่องตลาดหุ้นเบื้องต้นแล้วei ei  หลายคนก็คงเกิดคำถามตามมาว่า “เปิดกราฟได้แล้วอ่านกราฟยังไง?” อย่าใจร้อนครับเดี๋ยวธาตุไฟเข้าแทรก เพราะในขั้นตอนการวิเคราะห์กราฟนั้น ถ้าจะเอาแบบง่ายสุดผมว่าเผลอๆมีอีก 2-3หน้า ผมจึงขออนุญาตแยกไปเป็นอีกบทความนึงนะครับ โดยคัมภีร์การวิเคราะห์ที่ว่าผมขอใช้ชื่อ “วิเคราะห์กราฟหุ้นยังไง?” โดยผมจะโพสต์เอาไว้ที่ http://www.stockmanday.com/2012/02/blog-post_08.html นะครับ

         

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิเคราะห์หุ้น SITHAI (ศรีไทยซุเปอร์แวร์)

      
        วันนี้มีหุ้นแนะนำเป็นตัวที่แอบย่องมาเงียบๆครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าแอบมาหรือแหย่มา555 รู้แต่กราฟเตะตามาก (- -,) จากกราฟ Day แท่งราคาวิ่งขึ้นเป็น Uptrend และไปทะลุแนวต้านที่ 8.95 ไปอย่างสบายๆ โดยคาดว่าจะไปทะลุ 9.35 จากนั้นอาจมีการพักตัวหรือย่อตัวลงมาเพื่อขึ้นต่อ...อันนี้น่าคิดครับว่าจะไปต่อได้ถึงไหน


          เพื่อความแน่ใจมาดูที่กราฟ Week กันต่อ..จะเห็นได้ว่าตัว Indicatorชี้ว่ากำลังจะไปได้สวย MACD(กราฟช่อง3จากบน) กำลังจะตัดทะลุเหนือน้ำที่ 0 ซึ่งแสดงว่ามีโอกาสสูงที่จะไปต่อ  เมื่อขยายดูกราฟราคา แท่งเทียนขึ้นยืนหนือเส้น EMA15(เส้นน้ำเงิน)มาพักนึงแล้ว...และที่สำคัญกว่านั้น EMA15(น้ำเงิน)กำลังจะตัดขึ้น EMA35(เส้นแดง) ซึ่งหมายถึงเราจะสามารถถือเก็บหุ้นตัวนี้ได้ยาวตราบจนแท่งเทียนจะร่วงลงมาเหยียบเส้นแดงอีกครั้ง

          “ลองดูครับ วิเคราะห์กันขนาดนี้แล้ว ตาดีได้ ตาร้ายเสียครับ” (^^,)